ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ที่ภาพยนตร์เรื่อง ‘Edge of Tomorrow’ เข้าฉายในสหรัฐอเมริกา ก็ได้เสียงตอบรับที่ไม่ดีนักในประเทศ แต่กลับกัน ตัวหนังนั้นได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศมากกว่า จนกวาดรายได้จบไปที่ 370.5 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 175 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งถึงแม้ตัวหนังจะไม่ได้ทำกำไรมากนักแต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อีกทั้งหนังเรื่องนี้ก็ยังไปได้ดีในตลาดวิดีโออีกด้วย ทำให้กลายเป็นหนังไซไฟเรื่องโปรดของผู้ชมในวงกว้าง

Edge of Tomorrow

วันเวลาผ่านไป ก็มีเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ทำภาคต่อ ทำให้สตูดิโอวอร์เนอร์อนุมัติโครงการสร้างภาคต่อเมื่อปี 2015 โดยการผลิตก็ยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบผู้กำกับคนเดิม อย่าง ดัก ไลแมน (Doug Liman) ซึ่งเขาก็มั่นอกมั่นใจกับตัวหนังถึงขนาดที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไปว่า มันจะเป็นการปฏิวัติวิธีการสร้างหนังภาคต่อเลยก็ว่าได้

เมื่อ ดัก ไลแมน ได้ให้สัมภาษณ์ออกไปแบบนั้น ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นต่อมความยากดูของแฟนหนังให้มีเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่เฝ้ารอการมาถึงของภาคต่อมาเป็นเวลายาวนาน แต่จนแล้วจนรอด เราก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าของหนังภาคต่อ อย่าง Edge of Tomorrow 2 สักเท่าไหร่ โดยผู้กำกับก็ออกมายอมรับว่า สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตารางเวลาของตัวเขาเอง รวมถึงอีก 2 นักแสดงที่มีคิวแน่นมาก ทำให้ยังมีเวลาที่ไม่ตรงกัน

สิ่งที่ผู้กำกับออกมายอมรับ ก็สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ ‘เอมิลี บลันต์’ หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องนี้ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าปัญหาอยู่ที่ตารางเวลา เธอไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ทุกสิ่งทุกอย่างถึงจะลงตัวกันได้ ทุกคนเข้าใจเธอใช่ไหม มันเป็นเพราะระหว่างตารางงานของพวกเขาเนี่ยแหละที่มันต้องพอเหมาะพอดีกัน แต่หากพูดถึงเรื่องของหนังแล้ว บอกได้แน่ ๆ เลยว่าไอเดียมันเยี่ยมมาก เยี่ยมจริง ๆ

Edge of Tomorrow

เวลาผ่านไปได้สักพัก นักข่าวก็มีโอกาสได้สอบถามกับ เอมิลี บลันต์ อีกครั้ง ถึงความคืบหน้าของ Edge of Tomorrow 2 โดยรอบนี้เธอให้เหตุผลว่า สาเหตุน่าจะมาหนังที่จำเป็นต้องใช้ทุนสร้างสูงเกินไป ซึ่งเธอก็ยอมรับด้วยความสัตย์จริง เธอยังมองไม่ออกเลยว่าทีมงานจะสร้างมันให้ออกมาได้ยังไง

แม้ว่า เอมิลี บลันต์ จะออกมาชื่นชมว่าบทของหนังในภาคใหม่นั้นยอดเยี่ยมาก แต่ทางวอร์เนอร์ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาคต่อออกมา แต่ได้มีการคาดเดาจากวงในเอาไว้ว่า หนังภาคต่อนี้น่าจะมีตัวละครหลักที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนสาเหตุที่ทุนสร้างบานปลายออกไปมาก ก็มองว่าน่าจะมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากที่โปรเจกต์ยังไม่คืบหน้า รวมไปถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีผลทำให้เกิดความเข้มงวดที่เพิ่มมาในกองถ่าย ทั้งในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของทีมงาน

Edge of Tomorrow

สรุปโดยรวมแล้วก็อาจบอกได้ว่า อนาคตของ Edge of Tomorrow 2 นั้นยังไม่มีอะไรที่แน่นอน ยิ่งบวกกับทิศทางของฮอลิวูดในช่วงนี้ที่มีการแข่งขันในตลาดสตรีมมิงค่อนข้างสูง ก็มีความเป็นไปได้วอร์เนอร์จะตัดสินใจเบนเขมสร้างหนังภาคต่อเรื่องนี้ไปลงใน HBO Max แทน หรืออาจจะมีการปรับรูปแบบให้เป็นมินิซีรีส์ก็ได้ ยังไงเราที่คอหนังคงต้องมารอดูความเคลื่อนไหวกันต่อไป