แน่นอนว่านี่อาจเป็นความเชื่อที่ใครหลาย ๆ ต้องเคยได้ยินมาว่า อีสุกอีใส หากเป็นแล้วครั้งหนึ่งก็จะไม่เป็นอีกตลอดชีวิต ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเป็นอีสุกอีใสสามารถเป็นซ้ำได้อีก ถึงจะโตเป็นผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับโรคดังกล่าวว่าคืออะไร ความร้ายแรงไปถึงขั้น แล้วเราจะวิธีรักษา หรือป้องกันยังไงได้บ้าง

ทำความรู้จักกับ อีสุกอีใส

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ โฆษกกรมการแพทย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสว่า เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดเป็นผื่นคัน จะมีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใส ๆ ไปทั่วร่างกาย

ใครเสี่ยงที่จะเป็น อีสุกอีใส ได้บ้าง

ส่วนใหญ่โรคอีสุกอีใสจะพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนมากจะพบในกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 – 12 ปี

อันตรายของ อีสุกอีใส

ถึงแม้ว่าโรคอีสุกอีใสดูเหมือนจะไม่ใช่โรคที่เป็นอันตราย แต่ก็เป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จึงมีความสำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้แพร่กระจายของโรคน้อยลงและลดภาวะเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น โรคปอดบวม โรคสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ซึ่งข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไทระบุข้อสังเกตเกี่ยวกับโรคนี้ว่า โรคอีสุกอีใสอาจจะพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อย่าง ภาวะปอดอักเสบและสมองอักเสบได้ในทารกแรกเกิด ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี สตรีตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีไข้ขึ้นสูง หรือเป็นไข้ติดต่อกันนากว่า 4 วัน มีอาการไอ เหนื่อย หอบ ต้องรีบไปพบแพทย์ในทันที

อีสุกอีใส ติดต่อกันได้ยังไง

แพทย์หญิงสาวสวย มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของโรคอีสุกอีใสเอาไว้ว่า โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด โดยสามารถติดต่อได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • ไอ จาม หายใจรดกัน
  • สัมผัส
  • ใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็นโรค

อาการของ อีสุกอีใส

โดยปกติแล้วเชื้อไวรัสจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 2 – 3 สัปดาห์ และมักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูร้อนเช่นเดียวกับโรคหัด ซึ่งจะมีอาการต่าง ๆ ที่สังเกตเห็นได้ ดังนี้

  • มีไข้ต่ำ ๆ
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • มักมีไข้สูงในผู้ใหญ่
  • มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวคล้ายกับการเป็นไข้หวัด
  • มีผื่นขึ้นพร้อม ๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ จากนั้นก็จะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใส ๆ อยู่ข้างในคล้ายตุ่มหนอง และมีอาการคัน 2 – 4 วัน ต่อมาก็จะค่อย ๆ ตกสะเก็ด

ปกติแล้ว ตุ่มของอีสุกอีใสที่แห้งมักจะกลายเป็นแผลหลุ่ม โดยเฉพาะถ้าเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งเมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้วมักจะมีเชื้อหลบอยู่ตามปมประสาทที่อาจกลายเป็นโรคงูสวัดในภายหลังได้ เพียงแต่อีสุกอีใสเป็นโรคที่หายเองได้ มีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มก็จะตกสะเก็ดและค่อย ๆ หายไปใน 1 – 3 สัปดาห์

อีสุกอีสุก ถึงเป็นแล้วก็เป็นซ้ำอีกได้

อย่างที่รู้กันมาว่าเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วก็จะไม่กลับมาเป็นอีก เนื่องจากร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเอาไว้ แต่ก็มีบางรายที่เป็นซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งเป็นส่วนน้อย ขึ้นอยู่กับภูมิคั้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังจากที่เป็นครั้งแรก อีกทั้ง โรคอีสุกอีใสที่เป็นในผู้ใหญ่และคนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำก็อาจจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็ก

อีสุกอีใส รักษาได้ยังไง

  1. พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมาก ๆ
  2. หากมีไข้สูงให้ใช้ยาลดไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเด็กถึงแก่ชีวิตได้
  3. ใช้สบู่อ่อน ๆ ตอนอาบน้ำ
  4. ตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะ หรือเกาตุ่ม
  5. ในรายที่มีอาการคันมาก อาจให้ยาช่วยลดอาการคัน หรือใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือล้างและปิดบาดแผล
  6. โรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่และคนที่มีภูมิคุ้มต้านทานโรคต่ำจะมีอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสในการรักษา ทั้งนี้ เว็บไซต์ medhubnews.com รายงานว่า ปัจจุบันยังมีความเชื่อในผู้ใหญ่บางกลุ่มที่ให้ลูกหลานกินยาเขียว ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็น และไม่ใช่แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้ก็มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพแล้ว เมื่อกินเข้าไปก็จะทำไม่ทำให้เกิดแผลเป็น

วิธีป้องกัน อีสุกอีใส

ในเบื้องต้น โรคอีสุกอีใสสามารถป้องกันได้ด้วยการให้ผู้ป่วยที่อยู่ใกล้ตัวทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวให้สะอาด ส่วนคนทั่วไปก็ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส แต่ทั้งนี้ก็มีวิธีการป้องกันที่เป็นไปตามหลักอยู่ โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลบางปะกอก 8 ได้ระบุข้อมูลของวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสเอาไว้ ดังนี้

  • วัคซีนอีสุกอีใสสามารถเริ่มฉีดได้ครั้งแรกตั้งแต่อายุ 1 ปี ซึ่งสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทยแนะนำให้รับวัคซีนเข็มแรกเมื่อายุ 12 – 18 เดือน และเข็มที่สองเมื่อายุ 4 – 6 ปี ถือเป็นช่วงอายุที่พบเชื้อได้บ่อยที่สุด แต่หากมีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น เกิดการระบาด หรือเพิ่งรับเชื้อ ก็สามารถให้รับวัคซีนเข็มที่สองได้ทันที แต่ต้องหากจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
  • การรับวัคซีนอีสุกอีใสสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ให้รับวัคซีน 2 เข็มที่ห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน
  • วัคซีนอีสุกอีใสสำหรับเด็กที่อายุ 13 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ ให้รับวัคซีนห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน หรือภายใน 4 – 8 สัปดาห์หลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรก
  • วัคซีนโรคอีสุกอีใส นอกจากจะสามารถป้องกันโรคได้แล้ว ยังช่วยลดโอกาสของการเกิดแผลเป็นและช่วยลดความรุนแรงของโรคเมื่อเป็นได้ด้วย
  • ใครที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส แนะนำว่าให้ฉีดวัคซีน ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงติดเชื้อรุ่นแรงไปจนถึงเสียชีวิตได้