เพื่อสุขภาพที่ดี เราควรเลือกกินอาหารจำพวก ไขมัน ที่เหมาะสมกับร่างกายและให้หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เพราะหากบริโภคมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย เป็นแหล่งของกรดไขมันที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและรักษาสมดุลของผิวหนัง เป็นแหล่งกำเนิดของฮอร์โมนหลายชนิด อีกทั้ง ไขมันยังมีหน้าที่ในการลำเลียงและดูดซึมวิตามินชนิดที่ละลายในไขมันได้ ได้แก่ วิตามินเอ , วิตามินอี และวิตามินเค เป็นต้น ดังนั้น การบริโภคไขมันบางประเภทในปริมาณที่มากจนเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ที่ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ มีผลให้หัวใจขาดเลือด และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

ชนิดของไขมัน

นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ได้ระบุถึงเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า ไขมันจากอาหารสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1. ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat)

ไขมันประเภทนี้มีลักษณะเป็นของแข็งเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส พบได้ในแหล่งอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ติดหนัง ไขสัตว์ เนย ชีส และน้ำมันพืชบางอย่างก็มีกรดไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันมะพร้าวที่เหมาะแก่การทอดด้วยความร้อนสูง

2. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fat)

ไขมันประเภทนี้มักพบได้ในน้ำมันพืช อย่าง น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกคำฝอย อะโวคาโด ปลาที่มีกรดไขมัน อย่าง ทูน่า แมคเคอเรล หรือแซลมอน และในถั่ว หรือเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ โดยไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง รวมถึงทำให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ทนความร้อนได้น้อยกว่าไขมันอิ่มตัว สามารถที่จะนำไปผัดทอได้บ้าง

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fat)

ไขมันประเภทนี้มักพบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันทานตะวัน ถั่ว และเมล็ดพืชต่าง ๆ ซึ่งไขมันประเภทนี้ช่วยระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ให้สารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์ในร่างกาย และทำให้ได้กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายที่ผลิตเองไม่ได้ เช่น โอเมก้า 6 และ โอเมก้า 3 แต่เป็นไขมันที่ทนความร้อนได้น้อยที่สุด การบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าบริโภคไขมันอิ่มตัว หรือไขมันทรานส์

4. ไขมันทรานส์ (Trans fat)

ไขมันประเภทนี้เกิดจากการใช้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมาแปรสภาพโดยการเติมฟองอากาศจากไฮโดรเจนลงไปบางส่วน (Partially Hydrogenated Oil) ในน้ำมันพืช ทำให้ไขมันเปลี่ยนสภาพจากของเหลวให้อยู่ในสภาพของแข็ง หรือกึ่งเหลว จนกลายเป็นไขมันอิ่มตัว เช่น เนยเทียม เนยขาว มาร์การีน ครีมเทียม และนอกจากไขมันทรานส์ที่ผลิตขึ้นมาเองแล้ว ไขมันทรานส์ก็ยังสามารถพบได้ในธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์และนม แต่มีมีในปริมาณที่เล็กน้อย การบริโภคไขมันทรานส์จะส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) เพิ่มขึ้น ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองได้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตับทำงานผิดปกติ นิ่วในถุงน้ำดี จึงควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันประเภทนี้

การตรวจหาระดับไขมันในเลือด เป็นการตรวจวัดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นการรวมตัวกันของไขมันกับโปรตีน หรือที่เรียกว่า ไลโปโปรตีน (Lipoprotein) ซึ่งร่างกายของเราจะได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารที่กินเข้าไปและมาจากเนื้อสัตว์เท่านั้น พบไม่ได้ในอาหารที่มาจากพืชและร่างกายยังสามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นได้เองเช่นกัน คอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย รวมถึงเป็นองค์ประกอบของน้ำดีและมีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนไลโปโปรตีนในเลือด แบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่ Chylomicron , Very Low Density Lipoprotein (VLDL) , Low Density Lipoprotein (LDL) และ High Density Lipoprotein (HDL) โดยทั่วไปแล้ว การตรวจเจาะเลือดจะสามารถแบ่งชนิดของคอเลสเตอรอลย่อยได้ ดังนี้

  1. คอเลสเตอรอลชนิดดี (High – Density Lipoprotein cholesterol: HDL-C) : เป็นไลโปโปรตีนที่ช่วยลดปริมาณไลโปโปรตีนที่ไม่ดีที่เกาะอยู่ตามผนังเลือดในร่างกาย การมีระดับไลโปโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจได้
  2. คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (Low – Density Lipoprotein cholesterol : LDL-C) : หากมีปริมาณของคอเลสเตอรอลชนิดในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก จะส่งผลให้เกิดการสะสมในกระแสเลือดจนเกิดการอักเสบ อาจทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งได้ ในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่มักพบได้ในอาหารจำพวกพืชและสัตว์ ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น หรืออาหารจำพวกน้ำตาลสูง หรือได้รับแอลกอฮอล์ในปริมาณมากก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

การเลือกบริโภคเฉพาะไขมันชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้น ควรบริโภคไขมันที่เหมาะสมหลาย ๆ ชนิดในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายนำไปใช้จะดีที่สุด โดยให้เลือกกินอาหารที่มีไขมันดีได้แต่ต้องในปริมาณที่น้อย และกินอาหารที่มีไขมันดีเป็นหลัก ลดการกินอาหารที่มีไขมันทรานส์ให้น้อยที่สุด ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 1% ของพลังงานที่เราได้รับต่อวัน พลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ก็เท่ากับว่าเราไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน

นอกจากการเลือกกินอาหารแล้ว สิ่งที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลย คือ การออกกำลังกายเป็นประจำ อาจเลือกเป็นการเดิน การวิ่งเหยาะ ๆ การเล่นโยคะ หรือกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ที่ชื่นชอบเป็นเวลา 30 นาที ต่อ 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพของหัวใจที่ดี หลอดเลือดแข็งแรง ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้